วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

อบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 5 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561





การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
วันที่ 6 เดือน  กุมภาพันธ์ 2561  เวลา  08:00-11:30 น 
  

            ในวันนี้จะได้นำเสนองานที่ทำในสัปดาห์ที่แล้ว เกี่ยวกับความต้องการของเด็กปฐมวัย และคุณครู คุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่ในการรับมืออย่างไร หลังจากที่นำเสนอเสร็จแล้วจะได้คำเเนะนำต่างๆจากอาจารย์และเพื่อนในกรีณีที่เพื่อนในห้องเรียนให้คำแนะนะและต่อไปในแต่ละกลุ่มจะได้ไปลิงค์บล็อค  สุดท้ายได้นำเสนอทฤษฏีต่างๆที่แต่ละกลุ่มได้รับผิดชอบโดยวันนี้ได้นำเสนอไป 1 กลุ่ม และกลุ่มๆนำเสนอในสัปดาห์ถัดไป พร้อมทั้งเเจกเอกสารทางราชการให้เต่ละกลุ่มเพื่อไปดำเนินการและสอบถามครูปฐมวัยตามหัวข้อที่ได้รับ





ตัวอย่างทฤษฏีที่นำเสนอ 
                                                  
                                               ทฤษฏีพัฒนาการทางสติปัญญา 

       เพียเจต์ (Piaget) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการอย่างไร ทฤษฎีของเพียเจต์ตั้งอยู่บนรากฐานของทั้งองค์ประกอบที่เป็นพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม เขาอธิบายว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น พัฒนาการเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งเด็กให้ข้ามจากพัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิดผลเสียแก่เด็ก แต่การจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่เด็กกำลังจะพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เพียเจต์เน้นความสำคัญของการเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กมากกว่าการกระตุ้นเด็กให้มีพัฒนาการเร็วขึ้น เพียเจต์สรุปว่า พัฒนาการของเด็กสามารถอธิบายได้โดยลำดับระยะพัฒนาทางชีววิทยาที่คงที่ แสดงให้ปรากฏโดยปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับสิ่งแวดล้อม 


ทฤษฎีการเรียนรู้ 

ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ มีสาระสรุปได้ดังนี้



พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น ดังนี้

  1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensori-Motor Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การไขว่คว้า การเคลื่อนไหว การมอง การดู ในวัยนี้เด็กแสดงออกทางด้านร่างกายให้เห็นว่ามีสติปัญญาด้วยการกระทำ เด็กสามารถแก้ปัญหาได้ แม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด เด็กจะต้องมีโอกาสที่จะปะทะกับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการด้านสติปัญญาและความคิดในขั้นนี้ มีความคิดความเข้าใจของเด็กจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น สามารถประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือ และสายตา เด็กในวัยนี้มักจะทำอะไรซ้ำบ่อยๆ เป็นการเลียนแบบ พยายามแก้ปัญหาแบบลองผิดลองถูก เมื่อสิ้นสุดระยะนี้เด็กจะมีการแสดงออกของพฤติกรรมอย่างมีจุดมุ่งหมายและสามารถแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการแต่กิจกรรมการคิดของเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่ยังคงอยู่เฉพาะสิ่งที่สามารถสัมผัสได้เท่านั้น
  2. ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7 ปี แบ่งออกเป็นขั้นย่อยอีก 2 ขั้น คือ
    -- ขั้นก่อนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีเหตุผลเบื้องต้น สามารถจะโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ หรือมากกว่ามาเป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แต่เหตุผลของเด็กวัยนี้ยังมีขอบเขตจำกัดอยู่ เพราะเด็กยังคงยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง คือถือความคิดตนเองเป็นใหญ่ และมองไม่เห็นเหตุผลของผู้อื่น ความคิดและเหตุผลของเด็กวัยนี้ จึงไม่ค่อยถูกต้องตามความเป็นจริงนัก นอกจากนี้ความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ยังคงอยู่ในระดับเบื้องต้น เช่น เข้าใจว่าเด็กหญิง 2 คน ชื่อเหมือนกัน จะมีทุกอย่างเหมือนกันหมด แสดงว่าความคิดรวบยอดของเด็กวัยนี้ยังไม่พัฒนาเต็มที่ แต่พัฒนาการทางภาษาของเด็กเจริญรวดเร็วมาก

    -- ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมตัวดีขึ้น รู้จักแยกประเภทและแยกชิ้นส่วนของวัตถุ เข้าใจความหมายของจำนวนเลข เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ แต่ไม่แจ่มชัดนัก สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่คิดเตรียมล่วงหน้าไว้ก่อน รู้จักนำความรู้ในสิ่งหนึ่งไปอธิบายหรือแก้ปัญหาอื่นและสามารถนำเหตุผลทั่วๆ ไปมาสรุปแก้ปัญหา โดยไม่วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนเสียก่อนการคิดหาเหตุผลของเด็กยังขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนรับรู้ หรือสัมผัสจากภายนอก
  3. ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-11 ปี พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้งเกณฑ์ในการแบ่งสิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้ เด็กวัยนี้สามารถที่จะเข้าใจเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาสิ่งต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมได้ สามารถที่จะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความคงตัวของสิ่งต่างๆ โดยที่เด็กเข้าใจว่าของแข็งหรือของเหลวจำนวนหนึ่งแม้ว่าจะเปลี่ยนรูปร่างไปก็ยังมีน้ำหนัก หรือปริมาตรเท่าเดิม สามารถที่จะเข้าใจความสัมพันธ์ของส่วนย่อย ส่วนรวม ลักษณะเด่นของเด็กวัยนี้คือ ความสามารถในการคิดย้อนกลับ นอกจากนั้นความสามารถในการจำของเด็กในช่วงนี้มีประสิทธิภาพขึ้น สามารถจัดกลุ่มหรือจัดการได้อย่างสมบูรณ์ สามารถสนทนากับบุคคลอื่นและเข้าใจความคิดของผู้อื่นได้ดี
  4. ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) นี้จะเริ่มจากอายุ 11-15 ปี ในขั้นนี้พัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้เป็นขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กจะสิ้นสุดลง เด็กจะสามารถที่จะคิดหาเหตุผลนอกเหนือไปจากข้อมูลที่มีอยู่ สามารถที่จะคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ สามารถที่จะตั้งสมมุติฐานและทฤษฎี และเห็นว่าความเป็นจริงที่เห็นด้วยการรับรู้ที่สำคัญเท่ากับความคิดกับสิ่งที่อาจจะเป็นไปได้ เด็กวัยนี้มีความคิดนอกเหนือไปกว่าสิ่งปัจจุบัน สนใจที่จะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างและมีความพอใจที่จะคิดพิจารณาเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน หรือสิ่งที่เป็นนามธรรมพัฒนาการทางการรู้คิดของเด็กในช่วงอายุ 6 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพียเจต์ ได้ศึกษาไว้เป็นประสบการณ์ สำคัญที่เด็กควรได้รับการส่งเสริม มี 6 ขั้น ได้แก่

    1. ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences) เด็กเริ่มรับรู้ในความแตกต่างของสิ่งของที่มองเห็น
    2. ขั้นรู้สิ่งตรงกันข้าม (Opposition) ขั้นนี้เด็กรู้ว่าของต่างๆ มีลักษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ด้าน เช่น มี-ไม่มี หรือ เล็ก-ใหญ่
    3. ขั้นรู้หลายระดับ (Discrete Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดสิ่งที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ตรงกลางระหว่างปลายสุดสองปลาย เช่น ปานกลาง น้อย
    4. ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง (Variation) เด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น บอกถึงความเจริญเติบโตของต้นไม้
    5. ขั้นรู้ผลของการกระทำ (Function) ในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลง
    6. ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (Exact Compensation) เด็กจะรู้ว่าการกระทำให้ของสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลต่ออีกสิ่งหนึ่งอย่างทัดเทียมกัน

  5. กระบวนการทางสติปัญญามีลักษณะดังนี้
    1. การซึมซับหรือการดูดซึม (assimilation) เป็นกระบวนการทางสมองในการรับประสบการณ์ เรื่องราว และข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาสะสมเก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
    2. การปรับและจัดระบบ (accommodation) คือ กระบวนการทางสมองในการปรับประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่ให้เข้ากันเป็นระบบหรือเครือข่ายทางปัญญาที่ตนสามารถเข้าใจได้ เกิดเป็นโครงสร้างทางปัญญาใหม่ขึ้น
    3. การเกิดความสมดุล (equilibration) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากขั้นของการปรับ หากการปรับเป็นไปอย่างผสมผสานกลมกลืนก็จะก่อให้เกิดสภาพที่มีความสมดุลขึ้น หากบุคคลไม่สามารถปรับประสบการณ์ใหม่และประสบการณ์เดิมให้เข้ากันได้ ก็จะเกิดภาวะความไม่สมดุลขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญาขึ้นในตัวบุคคล

การนำไปใช้ในการจัดการศึกษา / การสอน
เมื่อทำงานกับนักเรียน ผู้สอนควรคำนึงถึงพัฒนาการทางสติปํญญาของนักเรียนดังต่อไปนี้
        นักเรียนที่มีอายุเท่ากันอาจมีขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่ควรเปรียบเทียบเด็ก ควรให้เด็กมีอิสระที่จะเรียนรู้และพัฒนาความสามารถของเขาไปตามระดับพัฒนาการของเขา นักเรียนแต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ 2 แบบคือ
ประสบการณ์ทางกายภาพ (physical experiences) จะเกิดขึ้นเมื่อนักเรียนแต่ละคนได้ปฏิสัมพันธ์กับวัตถุต่าง ในสภาพแวดล้อมโดยตรง 
ประสบการณ์ทางตรรกศาสตร์ (Logicomathematical experiences) จะเกิดขึ้นเมื่อนักเรียนได้พัฒนาโครงสร้างทางสติปัญญาให้ความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม 
หลักสูตรที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้คือ 
--เน้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนโดยต้องเน้นให้นักเรียนใช้ศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด 
--เสนอการเรียนการเสนอที่ให้ผู้เรียนพบกับความแปลกใหม่ 
--เน้นการเรียนรู้ต้องอาศัยกิจกรรมการค้นพบ 
--เน้นกิจกรรมการสำรวจและการเพิ่มขยายความคิดในระหว่างการเรียนการสอน 
--ใช้กิจกรรมขัดแย้ง (cognitive conflict activities) โดยการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นนอกเหนือจากความคิดเห็นของตนเอง 
การสอนที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนควรดำเนินการดังต่อไปนี้ 
--ถามคำถามมากกว่าการให้คำตอบ 
--ครูผู้สอนควรจะพูดให้น้อยลง และฟังให้มากขึ้น 
--ควรให้เสรีภาพแก่นักเรียนที่จะเลือกเรียนกิจกรรมต่าง ๆ 
--เมื่อนักเรียนให้เหตุผลผิด ควรถามคำถามหรือจัดประสบการณ์ให้นักเรียนใหม่ เพื่อนักเรียนจะได้แก้ไขข้อผิดพลาดด้วยตนเอง 
--ชี้ระดับพัฒนาการทางสติปัญญาของนักเรียนจากงานพัฒนาการทางสติปัญญาขั้นนามธรรมหรือจากงานการอนุรักษ์ เพื่อดูว่านักเรียนคิดอย่างไร 
--ยอมรับความจริงที่ว่า นักเรียนแต่ละคนมีอัตราพัฒนาการทางสติปัญญาที่แตกต่างกัน 
--ผู้สอนต้องเข้าใจว่านักเรียนมีความสามารถเพิ่มขึ้นในระดับความคิดขั้นต่อไป 
--ตระหนักว่าการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเพราะจดจำมากกว่าที่จะเข้าใจ เป็นการเรียนรู้ที่ไม่แท้จริง (pseudo learning) 
ในขั้นประเมินผล ควรดำเนินการสอนต่อไปนี้ 
--มีการทดสอบแบบการให้เหตุผลของนักเรียน 
--พยายามให้นักเรียนแสดงเหตุผลในการตอนคำถามนั้น ๆ 
--ต้องช่วยเหลือนักเรียนทีมีพัฒนาการทางสติปัญญาต่ำกว่าเพื่อร่วมชั้น

รูปภาพกิจกรรมในวันนี้


ภาพอาจารย์อธิบายในส่วนต่างๆของวันนี้และบรรยากาศในห้องเรียน



ภาพบรรยากาศในห้องเรียน


 ภาพนำเสนองานกลุ่มสัปดาห์ที่แล้ว



   ภาพนำเสนองานกลุ่มสัปดาห์ที่แล้ว




 ภาพนำเสนองานกลุ่มสัปดาห์ที่แล้ว 



 ภาพนำอาจารย์ให้คำแนะนำ


 เอกสารทางราชการ



คำถามที่ใช้ถามครูปฐมวัย

ความรู้ที่ได้
       ความรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยและความต้องการในเเต่ละด้านของเเต่ละกลุ่มที่มีความคล้ายคลึงกัน
ประเมินตนเอง 
       บทบาทในการฟังเเละพูดได้ดี
ประเมินอาจารย์
        อาจารย์ให้คำแนะนำได้ดีพร้อมทั้งสรุปในแต่ละประเด็น
 ประเมินเพื่อนร่วมห้อง
       เพื่อนทุกคนๆต่างทำหน้าที่ได้ส่วนของงานได้ดี 
บรรยากาศในห้องเรียน
          สนุกสนาน

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 4 วันที่ 30 มกราคม 2561



การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
วันที่ 30 เดือน มกราคม 2561  เวลา  08:00-11:30 น 

     ในวันนี้ได้ทำงานเป็นกลุ่ม เรื่อง ความต้องการของเด็กปฐมวัย  โดยศึกษาค้นคว้าเองละเขียนลงกระดาษแผ่นใหญ่ เเต่ละกลุ่มจะได้หัวข้อเดียวกันทั้งห้อง
 
ความต้องการ ความสนใจและการเล่นของเด็กปฐมวัย
         เด็กปฐมวัยเป็นวัยเริ่มต้นของชีวิตที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา ความเป็นมนุษย์การ สร้างรากฐานที่ดที้ังทางร่างกายและจิตใจให้กับเด็กในวนั นี้จึงเป็นสิ่งจาเป็นโดยเฉพาะช่วงอายุแรกเกิด ถึง6 ปี เป็นระยะที่มีความสำคัญช่วงหนึ่งในการวางรากฐานคุณภาพชีวิตของเด็กด้วยเหตุที่เด็กปฐมวัยมธีรรมชาติและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากบุคคลวัยอื่น ๆ
 ความต้องการ
    ความต้องการเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ความต้องการเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดความสมดุลซึ่งเป็นสาเหตุสไคัญที่ทำให้ร่างกายเกิดความเครียดไม่เป็นสุขดังนั้นร่างกายจึงต้องมีการกระทำเกิดขึ้นเพื่อให้ร่างกายกลับสู่สภาวะสมดุลตามปกติ 
ชนิดของความต้องการ
1. ความต้องการของแต่ละคน (Individual Needs ) 
1.1 ความต้องการทางอินทรีย์ 
 1.2 ความต้องการที่จะสร้างบุคลิกภาพ
ความต้องการของเด็กปฐมวัย 
1. ความต้องการพื้นฐานทางกายเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่
 2. ความต้องการความอิสระควบคู่ไปกับความต้องการพื้นฐานทางกาย
 3. ความต้องการผลสัมฤทธิ์มักจะต้องการให้เกิดผลสมัฤทธ์ิทั้งสิ้น 4. ความต้องการประสบการณ์ที่ท้าทาย
 5. ความต้องการมีเพื่อนเด็กปฐมวัยส่วนใหญ่ชอบอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น
ความสนใจของเด็กปฐมวัย 
       สิ่งที่เด็กปฐมวัยสนใจนั้นส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งต่างๆที่อยู่รอบ ๆ ตัวของเด็กนั่นเองที่เป็นเช่นนี้ เพราะเด็กปฐมวัยยังมีลักษณะของการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ช่วงเวลาของความสนใจของเด็กปฐมวัยจะค่อนข้างสั้นโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 2 – 3 นาที จึงเห็นได้ว่าเด็กในวัยนี้ชอบที่จะเปลี่ยนกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา
1. ความสนใจร่วม เนื่องจากเด็กที่มีอายุระดับใกล้เคียงกัน 
2. ความสนใจในสิ่งใหม่ ๆ ควรเปิดโอกาสให้เด็กพบกับสิ่งใหม่ๆ 
3. เป็นสิ่งที่ดี ในขณะเดียวกัน ควรเพิ่มกิจกรรมไปจากความสนใจ
4. ความสนใจชั่วครู่และความสนใจที่แตกต่างออกไป

         ที่มา


ธรรมชาติทางด้านร่างกาย
–   เด็กในวัยอนุบาลนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็วมีการเคลื่อนไหวของร่างกายที่แคล่วคล่องว่องไว  และมักจะเคลื่อนไหวตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่จะต้องเข้าใจเด็กว่า นี่คือธรรมชาติของเขา เพราะพ่อแม่บางคนอาจคิดว่า ลูกของตนเองซน อยู่ไม่ค่อยสุข  แต่ความจริงแล้ว เด็กกำลังตื่นเต้นและฝึกประสบการณ์ในการเดิน การวิ่งและการเล่นสิ่งต่างๆ
–   เด็กวัยนี้จะชอบถือของเล่นติดมือและเรียนรู้ไปพร้อมๆกับการเล่น แต่กล้ามเนื้อมือยังไม่คล่องแคล่วเท่าที่ควร   พ่อแม่จึงควรจัดหาของเล่นที่เหมาะสม ไม่อันตรายและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก
–  เด็กในวัยอนุบาลนี้  เริ่มมีความรู้สึกชอบดนตรี   ซึ่งโดยมาก มักจะชอบเครื่องเคาะจังหวะดนตรีเร็วๆทุกชนิด และเป็นวัยที่ชอบเลียนแบบ ทั้งการเต้นและการร้องเพลงตาม


ธรรมชาติทางด้านอารมณ์ จิตใจ
–  เด็กในวัยอนุบาลเป็นวัยช่างคิดช่างฝัน แต่จะไม่รู้ว่า อะไรคือความจริงและอะไรคือความฝัน  บางเรื่องที่พ่อแม่ หรือ ผู้ใหญ่คนอื่นๆ บอกแก่เด็กหรือเล่านิทานให้เด็กฟังนั้น  เด็กจะแยกไม่ออกว่า เรื่องใดจริง เรื่องใดไม่จริง   เพราะบางเรื่องเกิดจากความฝันหรือจินตนาการ   ดังนั้น พ่อแม่ควรอธิบายให้เด็กรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง  เพื่อ เด็กจะได้ไม่เข้าใจผิดหรืออาจมีความกลัวเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่จิตใจและอารมณ์ของเด็กเอง
–  เด็กวัยอนุบาลมักชอบฟังเรื่องซ้ำๆ เพราะอยากเป็นคนเก่ง ที่รู้ตอนจบของเรื่อง เด็กวัยนี้มีความสนใจสั้นๆเพียง 5-10 นาที  ดังนั้น พ่อแม่ต้องเข้าใจเด็ก  เพื่อจะไม่รู้สึกหงุดหงิดเด็ก เมื่อเด็กขอให้เล่าเรื่องนั้นๆซ้ำอีก และพ่อแม่ก็ไม่ควรเล่าเรื่องหรือสอนเด็กยาวนานเกินไป
–  เด็กวัยอนุบาลจะรู้คำศัพท์จำกัด มักจะพูดประโยคง่ายๆที่เกี่ยวกับตนเอง  อยากรู้อยากเห็น  ชอบถาม   ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา  พ่อแม่จึงควรตอบคำถามของเด็กด้วยความรู้สึกยินดีและเต็มใจ   พ่อแม่ต้องไม่แสดงอาการรู้สึกรำคาญ หรือ ดุต่อว่าเด็ก เด็ดขาด เมื่อเด็กถามคำถาม     แม้ว่าจะเป็นคำถามที่ผู้ใหญ่ไม่อยากตอบหรือเป็นเรื่องที่เด็กไม่ควรถามก็ตามเพราะจะเป็นผลเสียต่อจิตใจของเด็กและการเรียนรู้ของเด็ก
–  เด็กวัยนี้ มักจะมีความกลัวและตกใจง่าย   มักจะกลัวความมืด  กลัวคนแปลกหน้า  รวมทั้ง  กลัวเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า หรือ แม้กระทั้งกลัวคำขู่จากผู้ใหญ่ ดังนั้น ไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่จะขู่
ในเรื่องที่เด็กกลัว ซึ่งพ่อแม่บางคนชอบขู่เด็กเพื่อจะเอาชนะเด็กเมื่อเด็กไม่ทำตามคำสั่งหรือดื้อกับพ่อแม่
สิ่งนี้ก็จะเป็นผลเสียที่กระทบต่อจิตใจและอารมณ์ของเด็ก

ธรรมชาติทางในการเข้าสังคม

  • เด็กวัยนี้เริ่มสนใจที่จะมีกลุ่มเพื่อน ชอบเล่นสนุกกับเพื่อนๆที่เป็นเด็กในวัยใกล้เคียงกัน
  • มักขี้อาย โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักหรือคนแปลกหน้าที่มาทักทาย
  • ชอบให้พ่อแม่และ ครูสนใจในตัวเขา วัยนี้เด็กจะเริ่มเรียกร้องให้พ่อแม่หรือครูสนใจในตัวเขา
  • โต้ตอบต่อความรักที่ครูให้อย่างรวดเร็ว  เด็กจะสัมผัสถึงความรักที่ครูแสดงออกและสนใจตัวเขา
ซึ่งเด็กบางคนจะรักครูและเชื่อฟังครูมากกว่าเชื่อฟังพ่อแม่เสียอีก ซึ่งเรื่องนี้พ่อแม่ไม่ควรละเลยการแสดงความรักต่อลูกของตนเองอย่างสม่ำเสมอ
  • สนใจชอบช่วยเหลือ เด็กวัยนี้บางครั้งจะแสดงออกถึงการชอบช่วยเหลือเพื่อนๆหรือพ่อแม่ เช่น
อยากช่วยพ่อแม่ล้างจานหรือช่วยรดน้ำต้นไม้ เป็นต้น

ธรรมชาติด้านจิตวิญญาณ

  • เริ่มโกหก เพราะลืมหรือกลัวถูกลงโทษเรื่องนี้พ่อแม่มักรู้อยู่แก่ใจดี  ต้องพยายามค่อยๆฝึกและปรับพฤติกรรมของเด็ก แต่ต้องสอนเด็กด้วยว่า การโกหกเป็นสิ่งที่ไม่ดี และอย่าลงโทษเด็กรุนแรงเกินกว่าเหตุพ่อแม่ต้องเข้าใจว่า นี่คือ ธรรมชาติบาปที่มนุษย์ทุกคนเกิดมาในโลกนี้มีทั้งนั้น แม้ว่าจะเป็นเด็กเล็กๆ ก็ยังรู้จักการโกหกแล้ว
  • เชื่อคนง่าย เด็กวัยนี้มักจะถูกหลอกง่าย ไม่ว่าจะหลอกเรื่อง การกลัวผี หรือหลอกให้ทำอะไรเพื่อจะสนอง ทำตามความต้องการของผู้ใหญ่ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเป็นวัยที่เชื่อคนง่ายนั่นเอง พ่อแม่จึงควรระมัดระวังลูกของตนไม่ให้คนอื่นมาหลอก และพ่อแม่ก็ไม่ควรหลอกลูกของตนเองด้วย เพราะ
จะกระทบต่อความเชื่อและจิตวิญญาณของเด็กเอง
  • เด็กวัยนี้ สามารถเข้าใจได้ว่าการอธิษฐาน คือ การพูดกับพระเจ้า พ่อแม่จึงต้องวางพื้นฐานด้านความเชื่อแก่เด็กอย่างเหมาะสม ให้เด็กได้เรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ และมีความเข้าใจ
  
รูปภาพในการทำกิจกกรมกลุ่มและบรรยากาศในห้องเรียน

ลักษณะธรรชาติพิเศ








ความรู้ที่ได้
       ความรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยและความต้องการในเเต่ละด้านของเด็กสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ได้
ประเมินตนเเอง
        ทำกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่
ประเมินอาจารย์
        อาจารย์อธิบายในส่วนของงานได้ดี
 ประเมินเพื่อนร่วมห้อง
       เพื่อนทุกคนๆต่างทำหน้าที่ของตนเองดีเเละหน้าที่ในกลุ่มดี 
บรรยากาศในห้องเรียน
         อากาศดี

วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561

การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย วันที่ 23 เดือน มกราคม 2561 ครั้งที่ 3



การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
วันที่ 23 เดือน มกราคม 2561  เวลา  08:00-11:30 น 

ในวันนี้จะเรียนในเรื่องเกี่ยวกับ   ทฤษฏีที่เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย  โดยอาจารย์ จะเล่าเนื้อหาคราวๆก่อนเพื่อที่จะมอบหมายงานให้กับนักศึกษาโดยเเยกเป็นกลุ่มงาน เนื่อหาที่เรียนในวันนี้จะประมาณนี้ตอนท้ายคาบก็ดูละคร ฟ้ามีตา 

ทฤษฎีพัฒนาการด้านจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmond Freud) เป็นนักจิตวิทยาชาวออสเตรียที่มีความเชื่อว่าพัฒนาการบุคลิกภาพของคนขึ้นอยู่กับการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานทางด้านสรีระหรือที่เขาเรียกว่าแรงขับโดยสัญชาติญาณพัฒนาการบุคลิกภาพของคนขึ้นอยู่กับการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานทางด้านสรีระหรือที่เขาเรียกว่าแรงขับโดยสัญชาติญาณแรงขับโดยสัญชาติญาณแรงขับ ดังกล่าวมี 3 ประเภท ได้แก่ แรงขับทางเพศหรือความต้องการตอบสนองทางเพศ (libido) แรงขับหรือความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ (life-preserving drive) และแรงขับหรือความต้องการที่จะแสดงความก้าวร้าว (aggressive drive)
โครงสร้างหลักของบุคลิกภาพ 
       อิด (Id) หมายถึง พลังหรือแรงผลักที่มีมาแต่กำเนิด เป็นสันดานดิบของมนุษย์ที่มีแต่ความต้องการสนองสนองแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด ฟรอยด์เห็นว่าแรงผลักชนิดนี้มีอยู่ในทารก
อีโก้ (Ego) เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบุคลิกภาพที่ได้มีการคิดรวบรวมข้อมูลต่างๆ และมีการวางแผน การรู้จักรอคอย ร้องขอหรืออื่น ๆ เพื่อให้ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ต้องการ
     ซุปเปอร์อีโก้ (Superego) เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่คอยควบคุมหรือปรับการแสดงออกของอิดและอีโก้ให้สอดคล้องกับเหตุผลความถูกผิด คุณธรรมหรือจริยธรรม
ขั้นตอนของพัฒนาการด้านบุคลิกภาพ
ขั้นที่ 1 ขั้นปาก (Oral Stages) อายุแรกเกิด –18  เดือน
ขั้นที่ 2 ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) เป็นระยะพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กวัย 2 – 3 ปี
ขั้นที่ 3 อวัยวะเพศขั้นต้น (Phallic Stage) เป็นระยะพัฒนาการบุคลิกภาพของวัย 3 – 5 ปี
ขั้นที่ 4 ขั้นพัก/ขั้นแฝง (Latency Stage) เป็นระยะพัฒนาบุคลิกภาพของวัย 5 – 12 ปี
ขั้นที่ 5 ขั้นอวัยวะเพศ (Genital Stage) เป็นระยะสนใจเพศตรงข้าม วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว 12 ปี ขึ้นไป

ทฤษฎีพัฒนาการด้านจิตสังคมของอีริคสันอีริค
อีริคสัน(Erik H. Erikson) เป็นนักจิตวิทยา  พัฒนาการที่มีชื่อเสียงและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากมีแนวคิดว่าวัยเด็กเป็นวัยที่สำคัญและพร้อมเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัววัยเด็กเป็นวัยที่สำคัญและพร้อมเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว หากประสบการณ์และสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กดีเด็กจะมองโลกในแง่ดีมีความเชื่อมั่นในตนเองในทางตรงกันข้ามหากประสบการณ์และสภาพแวดล้อมไม่ดีไม่เอื้อหรือส่งเสริมต่อการเรียนรู้ของเด็ก เด็กจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ไม่ไว้วางใจผู้อื่น ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
ขั้นพัฒนาการตามทฤษฎีของอีริคสัน

ขั้นที่ 1 ความรู้สึกไว้วางใจ กับความรู้สึกไม่ไว้วางใจ
(Trust versus Mistrust) ช่วงแรกเกิด – 1 ปี

ขั้นที่ 2 ความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง กับความละอายใจ
และไม่แน่ใจ (Autonomy versus Doubt or Shame) ช่วง 1 – 2 ปี

ขั้นที่ 3 การมีความคิดริเริ่มกับความรู้สึกผิด (Initiative
versus Guilt) ช่วง 3 – 6 ปี

ทฤษฎีวุฒิภาวะของกีเซล
อาร์โนลด์ กีเซล  (Arnold Gesell) เป็นนักจิตวิทยาที่มี
ความเชื่อในเรื่องของความเจริญเติบโตตามวุฒิภาวะโดยกล่าวว่า “วุฒิภาวะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
อย่างมีระเบียบโดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าภายนอก”“วุฒิภาวะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างมีระเบียบโดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าภายนอก”กีเซลเชื่อว่าพฤติกรรมของเด็กจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมขึ้นการฝึกฝนหรือการเรียนรู้ไม่ว่าลักษณะใดก็ตามจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุถ้าหากร่างกายยังไม่พร้อมหรือยังไม่มีวุฒิภาวะ

ขั้นพัฒนาการตามทฤษฎีของกีเซล
        1. ทิศทางของการพัฒนาการ (development direction)
- Cephalocaudal - Proximal distal
2. พัฒนาการมีความสัมพันธ์กันและเกี่ยวเนื่องกัน (reciprocal interweaving)
3. พัฒนาการมีการใช้กิจกรรมร่วมกัน (functional asymmetry)
4. การพัฒนาต่าง ๆ เป็นผลมาจากวุฒิภาวะ (individuating maturation)

ทฤษฎีพัฒนาการด้านการรู้คิดของเพียเจท์     
 ฌอง เพียเจท์(Jean Piaget) นักจิตวิทยาชาวสวิส ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กและพัฒนาการทางสติปัญญาพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กและพัฒนาการทางสติปัญญา ตามแนวความคิดของเพียเจท์ ได้อธิบายถึงพัฒนาการทางความคิดและสติปัญญาในความเห็นของเขาว่า บุคคลสามารถคิด ดัดแปลงความคิดและแสดงความคิดของตนออกมาได้ ย่อมเป็นผลมาจากขบวนการปรับเข้าสู่โครงสร้าง (assimilation) และการจัดปรับขยายโครงสร้าง (accommodation) โดยผลของการทำงานดังกล่าวจะเกิดเป็นโครงสร้างขึ้น (schema)

แนวความคิดเกี่ยวกับขบวนการปรับเข้าสู่โครงสร้างและการจัดปรับขยายโครงสร้าง
Assimilation หมายถึง การที่เด็กนำเอาสิ่งที่ตนรับรู้ใหม่ๆ  เข้าไปผสมผสานกลมกลืนกับความรู้เดิมที่มีอยู่ ซึ่งการรับรู้นี้จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กมองเห็นสิ่งใหม่ในแง่ของสิ่งเดิมที่เคยรู้จัก
Accommodation หมายถึง การนำความรู้ใหม่ที่ได้รับไปปรับปรุงความคิดให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม

ทฤษฎีพัฒนาการด้านการรู้ของเพียเจท์
        ขั้นที่ 1 ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว
(Sensorimotor Stage) อายุแรกเกิด – 2 ปี
ขั้นที่ 2 ขั้นก่อนการคิดอย่างมีเหตุผล (Preoperational Stage) อายุ 2 – 7 ปี แบ่งเป็นสองระยะ
- ระยะที่ 1 ขั้นก่อนความคิดรวบยอด (Preconceptual Thought) อายุ 2 – 4 ปี
- ระยะที่ 2 ขั้นคิดได้เองโดยไม่รู้เหตุผล (Intuitive Thought)อายุ 4 – 7 ปี

ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก     
 ลอเรนซ์ โคลเบิร์ก   (Lowrence Kohlberg) เป็น
นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้ศึกษาค้นคว้าทางด้านพัฒนาการทางจริยธรรม ซึ่งได้รับอิทธิพลความคิดและผลงานมาจากเพียเจท์โดยโคลเบอร์กเห็นด้วยว่าพัฒนาการทางการคิดเป็นพื้นฐานของพัฒนาการทางจริยธรรมเช่นเดียวกับเพียเจท์ซึ่งพัฒนาการทางจริยธรรมของบุคคลจะมีลำ ดับขั้นเช่นเดียวกับพัฒนาการด้านอื่น ๆ และมีแนวคิดว่าพัฒนาการทางจริยธรรมของแต่ละบุคคล จะแตกต่างกันและมีระยะเวลาของการพัฒนาในแต่ละขั้นต่างกัน

ขั้นพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอร์ก
ระดับขั้นที่ 1 Premoral หรือ Preconventional
วัย 2 – 10 ปี
มี 2 ระยะ
ระยะที่ 1 การหลบหลีกการถูกลงโทษ ช่วงอายุ 2 – 7 ปี
ระยะที่ 2 การแสวงหารางวัล ช่วงอายุ 7 – 10 ปี

ทฤษฎีพัฒนาการทางความคิดความเข้าใจของบรุนเนอร์
เจอโรม บรุนเนอร์     (Jerome.S.Bruner) ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางการคิดและใช้เหตุผล (Cognitive) โดยอาศัยแนวคิดของเพียเจท์เป็นหลัก

พัฒนาการทางสติปัญญาและการคิดของมนุษย์
แบ่งเป็น 3 ขั้น ดังนี้
1. Enactive Stage
2. Iconic representation Stage
3. Symbolic representation stage

ภาพบรรยากาศในการเรียน 








ความรู้ที่ได้ 

  ความรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยและพัฒนาการต่างด้านต่างๆของเด็กซึ่งพัฒนาการเเต่ละอย่างหากเด็กไม่ได้มีพัฒนาการตามช่วงอายุจะเกิดผลเสียกับเด็กอย่างมาด และทฤษฎีต่างๆของนักปรัชญาการศึกษาของเเต่ละท่านพร้อมทั้งให้ดูละคร ฟ้ามีตา เพื่อเป็นแนวทางในการเป็นครูที่ดีและเข้าใจผู้ปกครอง 

ประเมินตนเอง 
  เข้าใจในเนื้อหาที่เรียนพอสมควร

ประเมินอาจารย์ 
  อาจารย์สอนดีอธิบายในเนื้อหาที่เรียนละเอียด มอบหมายงานให้นักศึกษาเข้าใจง่าย

ประเมินเพื่อนร่วมห้อง 
   เพื่อนทุกคนๆตั้งใจฟังอาจารย์ และตั้งใจชมคลิป ละครเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย 

บรรยากาศในห้องเรียน 
   อากาศดี เย็นสบาย สนุกสนาน








วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561

การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 2 วันที่ 16 มกราคม 2561

การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
วันที่ 16 มกราคม 2561  เวลา 08:30-11:30 น 


     วันนี้เป็นวันที่ 2 ของการเรียนและเป็นสัปดาห์ที่ 2 ของเทอมที่ 2  วันนี้จะเรียนในเรื่อง เด็กปฐมวัยและพัฒนาการ   เช่น  ทฤษฎีพัฒนาการกับเด็กปฐมวัย   ความสำคัญของเด็กปฐมวัย   ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย  ลักษณะของพัฒนาการ  ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  อย่างนี้เป็นต้น พร้อมกับคลิปวิดีโอ การปฏิสนธิ  และการคลอด 
     การคลอด  จะมี 2 ตัวอย่างที่ได้รับชม  คือ  การคลอดโดยธรรมชาติ  และ การผ่าคลอด 




เนื้อหาที่เรียน


ภาพก่อนชมคลิป การปฏิสนธิ และการคลอด


บรรยากาศในห้องเรียน


บรรยากาศในห้องเรียน


                                                                   หัวข้อที่เรียน


ความรู้ที่ได้ 

  ความรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยและพัฒนาการต่างด้านต่างๆของเด็ก ปัจจัยต่างๆ

ประเมินตนเอง 
  เข้าใจในเนื้อหาที่เรียนพอสมควร

ประเมินอาจารย์ 
  อาจารย์สอนดีอธิบายในเนื้อหาที่เรียนละเอียด

ประเมินเพื่อนร่วมห้อง 
   เพื่อนทุกคนๆตั้งใจฟังอาจารย์ และตั้งใจชมคลิป การปฏิสนธิ และการคลอด ดี

บรรยากาศในห้องเรียน 
   อากาศดี เย็นสบาย พักหลังๆจะเริ่มหนาว เพื่อนทุกคนสนุกสนาน


วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561

การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 1 วันที่ 9 มกราคม 2561



การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย  
วันที่  9 มกราคม 2561  เวลาเรียน  08:30-11:30 น  


     วันนี้เป็นวันเเรกของการเรียนวิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย  ในเทอมที่ 2  ซึ่งอาจารย์จะเเจ้งรายละเอียดเกณฑ์การให้คะเเนน และ เรื่องที่เรียนคราวๆ มอบหมายงานเรื่องการไปรับเด็กหน้า โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม เป็นเวลา 3 วัน และเก็บชั่วโมงในการเข้าไปดูการเรียนการสอนในห้องของเด็กปฐมวัย  เป็นจำนวน 10 ชั่วโมง 



อาจารย์ผู้สอน



ตัวอย่างสิ่งที่ต้องเรียน




บรรยากาศในห้องเรียน



                                                      

ความรู้ที่ได้ 
         วันนี้ยังไม่มีอะไรบ้างเนื่องจากยังไม่ได้เข้าสู่เนื้อหาการเรียน



ประเมินอาจารย์ผู้สอน
      อาจารย์อธิบายส่วนที่ต้องเรียนดี เข้าใจง่าย


ประเมินตนเอง
      ตั้งใจฟังอาจารย์อธิบายในส่วนต่างๆและเข้าใจงานที่ได้รับมอบหมาย


ประเมินเพื่อนร่วมห้อง
      เพื่อนทุกคนเป็นผู้ฟังอย่างดี

บรรยากาศในห้องเรียน
       อบอุ่นดี